fbpx
เข้าใจลูกค้า เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขาย

เข้าใจลูกค้า เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขาย

เข้าใจลูกค้า เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขาย

เข้าใจลูกค้า เพื่อที่เราจะได้เพิ่มโอกาสมนการขายสินค้าหรือบริการของเราให้มากขึ้น ยิ่งเราอยู่ในยุคของ BIG DATA ที่ข้อมูลกลายเป็นอาวุธสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ หลายบริษัทได้มีการนำข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลลูกค้า ที่จะนำมาประกอบการวางแผนในเชิงกลยุทธ์และในการบริหารจัดการแบบรายวัน (Day to Day management) เพราะเนื่องจากปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูง ธุรกิจที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน สามารถเพิ่มยอดขายได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งในการเพิ่มยอดขายปัจจุบันสามารถทำได้หลายวิธี ด้วยบทความนี้จะนำวิธีการต่างๆ ที่เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าเราจะเพิ่มยอดขายของเราได้ในทิศทางไป ทำให้เราสามารถเดินทางไปในทางทิศที่ถูกต้อง และไม่เสียเวลา

เข้าใจลูกค้า เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขาย

 

เข้าใจลูกค้า เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขาย 1

ในที่นี้ ขอวิเคราะห์เฉพาะในส่วนของการเพิ่มจำนวนชิ้นที่ขายก่อน จากภาพเรามาเริ่มจากด้านซ้ายมอกันก่อน โดยเราจะเห็นว่ามีอยู่ 2 ประเด็นด้วยกัน มาเริ่มกันเลย

1. ประเด็นแรก: เพิ่มลูกค้าใหม่

วิธีเพิ่มยอดขายโดย เพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ หรือ เพิ่มฐานลูกค้า ซึ่งควรพิจารณาว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าใหม่ของเรา และเราจะทำให้กลุ่มเป้าหมายนี้ รู้จักแบรนด์และสินค้าของเรา จากงานวิจัยของบริษัท วีโร่ ได้จัดทำงานวิจัย “พลังของการตลาด โดยอาศัย อินฟลูเอนเซอร์” โดยสัมภาษณ์คนไทยอายุ 16 – 35 ปี จำนวน 300 คน ในปี 2018 พบว่า เมื่อถามถึงความไว้วางใจแล้วถ้าให้คะแนนเต็มจากความไว้วางใจ 10 คะแนน คนกลุ่มนี้ให้คะแนนความไว้วางใจจาก เพื่อนและครอบครัวมากที่สุด โดยให้คะแนน 7.3 คะแนน อินฟลูเอนเซอร์ 6.3 คะแนน เพื่อนที่โรงเรียนและที่ทำงาน 6.5 คะแนน เว็บไซต์บริษัท 6.4 คะแนน และเมื่อสอบถามว่ารู้จักผลิตภัณฑ์ที่ซื้อใช้ได้อย่างไร 23% ตอบว่า รู้จักจากเพื่อนและครอบครัว ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ 8% โฆษณาทีวี 7% และ เพื่อนร่วมงาน 6% เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ลูกค้ายังคงเชื่อและไว้ใจคนใกล้ชิด เช่น คนในครอบครัว หรือเพื่อน มากกว่า อินฟลูเอนเซอร์ หรือแบรนด์ และยังรับรู้สินค้าและบริการจากคนใกล้ชิดมากกว่าสื่อต่างๆ ทั้งออนไลน์และสื่อออฟไลน์

 

เข้าใจลูกค้า เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขาย 2
หากบริษัทต้องการเพิ่มฐานจำนวนลูกค้า ต้องหาวิธีให้ลูกค้าปัจจุบันช่วยแนะนำสินค้าของเราให้เพื่อนหรือคนในครอบครัว ขอยกตัวอย่างครีมกันแดดยี่ห้อนึง ได้ทำการขายสินค้าผ่านทางช่องทางไลน์ และได้ร่วมงานอีเว้นท์ต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ในการออกบูทร่วมงานอีเว้นท์ต่างๆ โดยเฉพาะงานวิ่ง หรือกิจกรรมที่กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสเจอแสงแดดมากกว่าปกติ และมีการขายสินค้าในราคาพิเศษ มีการแจกสินค้าตัวอย่างแถมให้กับลูกค้า หรือแจกให้กับผู้ที่เข้ามาที่บูทแสดงสินค้า จุดเด่นของสินค้าคือ ใช้สารสกัดที่มาจากธรรมชาติ เวลาเหงื่อออกแล้วเข้าตาเมื่อทาครีมกันแดดยี่ห้อนี้แล้วจะไม่แสบตา ซึ่งแตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ เมื่อลูกค้าใช้แล้วพบว่าช่วยกันผิวจากแสงแดดได้จริงและไม่เป็นอันตรายต่อผิว เหมาะกับทุกเพศทุกวัยแม้กระทั่งเด็ก บริษัทได้มีเว็บไซต์ไว้เพื่ออธิบายส่วนผสมของครีมและที่มาของการพัฒนาครีมจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อลูกค้าสนใจสินค้าจึงเริ่มสืบค้น และทดลองซื้อใช้และเมื่อใช้แล้วพบว่าดี จึงมีการซื้อซ้ำอยู่เรื่อยๆ จนเป็นลูกประจำ และไม่เปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่น ถึงแม้ครีมยี่ห้อนี้จะมีรายการส่งเสริมการขายไม่บ่อยก็ตาม

จากตัวอย่างครีมกันแดด จะพบว่าคุณภาพและส่วนประกอบของสินค้า มีส่วนสำคัญทำให้ลูกค้าพิจารณาซื้อและซื้อใช้เป็นประจำ แต่กว่าจะผ่านมาถึงขั้นตอนที่ลูกค้ายินดีควักเงินในกระเป๋ามาซื้อสินค้านั้น ยังผ่านกระบวนการอีกหลายๆ กระบวนการทั้งการสืบค้นเปรียบเทียบข้อมูล การทดลองใช้สินค้าว่าได้ผลจริงหรือไม่ ซึ่งบริษัทมีหน้าที่ต้องเพิ่มโอกาสในการรับรู้ของลูกค้าต่อสินค้าและแบรนด์ รวมถึงพยายามทำให้ลูกค้าได้มีโอกาสทดลองสินค้าให้ได้มากขึ้น เพื่อชักจูงให้ลูกค้าเข้ามาสู่ขั้นตอนของการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ให้เร็วที่สุด เหมือนหลายๆ สินค้าที่มักมีแจกตัวอย่างให้ลูกค้าเพื่อทดลองใช้หรือทดลองดื่ม เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายผลิตภัณฑ์นั่นเอง หัวใจสำคัญของขั้นตอนนี้คือ พยายามแจกให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นที่ต้องใช้สินค้าของเราและมีโอกาสซื้อต่อไปในอนาคต  นอกจากนี้การทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อลูกค้าสามารถสืบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์และสินค้าได้ง่าย เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มโอกาสการรับรู้จากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นเครื่องมือที่บริษัทไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

2. ประเด็นที่สอง: เพิ่มความถี่ในการใช้สินค้ากับลูกค้าปัจจุบัน

วิธีเพิ่มยอดขายโดย เพิ่มความถี่ในการใช้สินค้ากับลูกค้าปัจจุบัน ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับสินค้าและบริการที่เราขายให้กับลูกค้า ว่ารอบความถี่ในการซื้อสินค้าหรือมาใช้บริการของลูกค้าแต่ละครั้ง ใช้เวลาเท่าไร เพื่อในมาประกอบกับข้อมูลของลูกค้า (เท่าที่มีหรือที่หาได้) มาใช้ในการวางแผนเพิ่มยอดขายจะทำให้บริษัทรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ เริ่มจากการวิเคราะห์ 4 แกน ดังนี้

 

เข้าใจลูกค้า เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขาย 3

แกนที่ 1

สิ่งที่ลูกค้าอยากได้ และเราทำได้ดี ข้อนี้คือจุดแข็งของแบรนด์ ที่บริษัทต้องรักษาไว้และพยายามหาจุดแข็งอื่นๆ มาเพิ่ม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยข้อมูลในส่วนนี้ สามารถดูได้จากอันดับสินค้าที่ขายดีของบริษัท และการให้ Feedback จากลูกค้าซึ่งผู้ที่สามารถให้ข้อมูลส่วนนี้ได้ดีคือ พนักงานขาย ที่มีโอกาสได้พูดคุยกับลูกค้า หรือถ้าไม่มีหน้าร้านอาจจะดูจาก Review ที่ลูกค้าเขียนเกี่ยวกับสินค้าของเราก็ได้ หรือสามารถทำ QR code แนบไปกับสินค้า (แนะนำว่าอาจจะเป็นสินค้าตัวอย่างเพื่อแจกให้กับลูกค้า) เพื่อให้ลูกค้าช่วยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้า เป็นต้น

แกนที่ 2

สิ่งที่ลูกค้าอยากได้ แต่เราทำได้ไม่ดี ข้อนี้เป็นจุดที่บริษัทควรหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและรีบแก้ไขโดยเร่งด่วนเนื่องจากจะทำให้ลูกค้าปัจจุบันหรือลูกค้าประจำนั้น เปลี่ยนไปซื้อสินค้ายี่ห้ออื่นได้  ข้อมูลลักษณะนี้สามารถดูจากยอดขายสินค้า และ Feedback ของลูกค้าจากทีมพนักงานขาย จากการ Review สินค้าของลูกค้าที่กล่าวถึงแบรนด์ในด้านลบ หรือหากเป็นไปได้ขอแนะนำให้ลองพูดคุยกับลูกค้าที่เคยใช้สินค้าของเราและปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว เพื่อหาทราบถึงปัญหา อุปสรรคในการใช้สินค้าของเราจากมุมมองของลูกค้า โดยควรเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนทั้งมิติของอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์สินค้าและคุณสมบัติของสินค้า เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงต่อไป

แกนที่ 3

สิ่งที่ลูกค้าไม่อยากได้ แต่เราทำได้ดี ข้อนี้ถือว่าเป็นมูลค่าเพิ่มที่เราทำให้กับลูกค้า แต่ในมุมของลูกค้าอาจจะมองว่ามีหรือไม่มีก็ได้ ไม่มีผลต่อการซื้อสินค้ามากเท่ากับ แกนที่ 1 และ แกนที่ 2 ที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นหากเรามีเวลาหรือทรัพยากรจำกัด เราควรให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาที่อยู่ในแกนที่ 2 และรักษามาตรฐานของสินค้าและบริการ ที่อยู่ในแกนที่ 1 จะดีกว่า ยกตัวอย่าง เช่น แบบฟอร์มของชุดพนักงานในร้านกาแฟ อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาของกาแฟหรือรสชาติของกาแฟที่ลูกค้าต้องการ

แกนที่ 4

สิ่งที่ลูกค้าไม่อยากได้ และเราทำได้ไม่ดี ข้อนี้ถือว่าโชคดีแล้วที่ลูกค้าไม่อยากได้ เพราะถ้าลูกค้าอยากได้ และเราทำได้ไม่ดี จะกลายเป็นปัญหาที่เราต้องแก้ไขที่อยู่ในแกนที่ 2 ข้างต้น

สรุป การเพิ่มยอดขายจากการเพิ่มจำนวนชิ้นในการขายสามารถทำได้ 2 ทางคือการเพิ่มฐานจำนวนลูกค้า และการรักษาฐานลูกค้าเดิม หรือ ทำให้ลูกค้าเดิมเพิ่มความถี่ในการซื้อ บริษัทต้องใช้ข้อมูลเพื่อเป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจลูกค้า และบริหารจัดการความคาดหวังของลูกค้าในทุกมิติ ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรที่มี การสร้างการรับรู้จากลูกค้าปัจจุบันให้แนะนำบอกต่อ ลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมีโอกาสเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ได้

การเพิ่มยอดขายในด้านของราคา

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเพิ่มราคาแล้วทำให้ลูกค้ายอมรับและยังคงซื้อสินค้าต่อไปได้  หลายๆ แบรนด์จึงใช้ 2 วิธีในการเพิ่มราคาสินค้า ได้แก่ การพัฒนาสินค้าใหม่ (New product development) และ การปรับปรุงสินค้าเดิม (Rebranding) โดยขอวิเคราะห์ 2 ประเด็นดังต่อไปนี้

 

3. การพัฒนาสินค้าใหม่ (New product development)

ปัจจุบันหากท่านเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ จะพบว่ามีสินค้าใหม่ๆ อยู่เต็มชั้นวางสินค้า เนื่องจากทุกแบรนด์ก็ต้องการเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดให้กับตัวเอง ซึ่งเราก็จะพบได้ว่าบางผลิตภัณฑ์ออกมาได้ไม่นานก็จะหายไปจากตลาด เพื่อลดความเสี่ยงในการพัฒนาสินค้าใหม่ ในที่นี้ขอเสนอขั้นตอนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่แบบง่ายๆ และตรงกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งขั้นตอนต่างๆ มีดังนี้

เข้าใจลูกค้า เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขาย 4

ขั้นตอนที่ 1

ค้นหาความต้องการเชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมาย (Customer insight) พูดคุยกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หรือ พยายามรับฟังเสียงของลูกค้าว่าจริงๆ แล้วความต้องการเชิงลึกของลูกค้าคืออะไร เช่น ลูกค้าผู้หญิงมีความกังวลกับริ้วรอยบนใบหน้า ไม่ได้ต้องการแค่ครีมลดริ้วรอย แต่ แต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือ ต้องการหน้ากระจ่างใส ไม่มีริ้วรอย ให้คนทักว่าหน้าเด็กกว่าอายุจริง

ขั้นตอนที่ 2

นำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาผลิตภัณฑ์จำลอง (Prototype)

ขึ้นมา ขั้นตอนนี้แนะนำให้เขียนหรือวาดรูปออกมาให้มีความใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์จริงที่จะออกวางขาย ควรมีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ส่วนผสม หรือสารประกอบต่างๆ และราคาเพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดูและอ่าน จากนั้นจึงฟังความคิดเห็นจากลูกค้าอีกครั้ง เช่น ลูกค้าอาจจะมีความกังวลในสารเคมีบางอย่างที่ทำให้หน้าขาว หรือมีความกังวลว่าจะแพ้สารเคมี ไม่มั่นใจว่าใช้แล้วจะได้ผล หรือมีคำถามเพิ่มเติมว่า ใช้แล้วหน้าจะขาวใสในกี่วัน ต้องใช้กี่กระปุกจึงจะขาว มีสถาบันวิจัยรับรองหรือไม่ เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 3

วิเคราะห์ผลจากสิ่งที่ลูกค้าบอก เพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์อีกครั้งจนเป็นผลิตภัณฑ์จำลองที่ 2 (Prototype 2)และนำไปพูดคุยกับลูกค้าอีกครั้ง เหมือนขั้นตอนที่ 2 จนมั่นใจว่าได้แก้ไขปัญหาหลัก ๆ และคำถามที่ลูกค้าสอบถามได้ครบถ้วนแล้ว

ขั้นตอนที่ 4

พัฒนาผลิตภัณฑ์แล้วจึงวางขายในตลาด ติดตามผลยอดขายและการตอบรับจากลูกค้าเพื่อปรับปรุงสินค้าและบริการเป็นระยะๆ และควรวิเคราะห์ประกอบกับแกน 4 แกนที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อหาข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์ต่อไป

4. การปรับปรุงสินค้าเดิม (Rebranding)

ในการที่บริษัทจะปรับปรุงสินค้าเดิมหรือรีแบรนด์นั้น ควรพิจารณาประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

บริษัทเองต้องการขยายตลาด

เช่น เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้มากขึ้น ชยับขยายตลาดให้กับตัวเองเช่น มีแผนจะขายสินค้าในต่างประเทศ

บริษัทต้องการปรับตามกลุ่มเป้าหมาย

ซึ่งบางครั้งกลุ่มเป้าหมายเดิมอาจจะมีอายุมากขึ้นและมองว่าสินค้าของเราไม่เหมาะสำหรับพวกเขาอีกต่อไป แบรนด์หรือสินค้าจำเป็นต้องปรับตามกลุ่มเป้าหมายที่โตขึ้นและหาลูกค้าใหม่มาเสริมฐานลูกค้าเดิมด้วยเช่นกัน.

มีคู่แข่งเข้ามาในตลาดมากขึ้น

พบว่าสินค้าของเราไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดต่อไป เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง ที่ทุกยี่ห้อมีวิตามิน B12 เหมือนกัน ให้พลังงานและทำให้ตื่น ทำให้สดชื่นเหมือนกัน เป็นต้น
 

เพิ่มความเข้มข้นให้กับสินค้าเดิม หรือเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น เช่น ซุปไก่สกัด เพิ่มปริมาณซุปไก่ เพิ่มขนาดของขวดซุปไก่ และเพิ่มราคาขาย โดยสื่อสารให้ลูกค้ารู้ว่าจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มปริมาณ  100% เป็นต้น หรือ ครีมทาผิวที่เพิ่มสารป้องกันแดด SPF ที่ค่าสูงขึ้น เพิ่มส่วนผสมมากขึ้น เป็นต้น

การปรับเปลี่ยนฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ ให้ดูทันสมัยมากขึ้น เช่นน้ำอัดลม ที่ปรับเปลี่ยนฉลากเพื่อให้แบรนด์มีความทันสมัยตลอดเวลา ไม่ดูล้าสมัยหรือแก่ไปตามอายุของแบรนด์ที่ผลิตสินค้ามา

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรระวังในการปรับปรุงสินค้าเดิม ควรทดสอบหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกค้าปัจจุบันก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารยี่ห้อหนึ่ง ได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ จากสีเขียว เป็นสีดำเพื่อให้ดูพรีเมี่ยมขึ้น แต่ลูกค้าคุ้นชินกับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นสีเขียวที่เป็นสีประจำของแบรนด์ จึงทำให้ลูกค้าหาสินค้าไม่เจอ ส่งผลกระทบต่อยอดขายเป็นต้น

สรุป

การที่เราจะทำให้ธุรกิจของเรานั้นมีกำไรมากยิ่งขึ้น นหรือขายได้มากขึ้นนั้นมีหลายสิ่งที่ทำให้เรานั้นต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนชิ้นของสินค้าให้มากขึ้น หรือการขึ้นราคาของสินค้าของเรา ในตลาดเองเราจะเห็นตัวอย่างสินค้า หรือบริการมากมาย ที่ใช้กลยุทธอย่างนั้น อย่างนี้กับเรา แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจของเราเติบโต และไปได้ดี คือเราเองต้องเข้าใจลูกค้าของเรา เข้าใจว่าลูกค้าของเรานั้นต้องการอะไร การจะได้มาซึ่งความต้องการของลูกค้านั้น เราก็ต้องลงสนามจริง ถามจากลูกค้าเอาตรงๆ เลยว่าอยากได้อะไร ไม่ชอบอะไร

 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Source: https://www.tryberesearch.com/blog/brand-funnel/

Source: พลังของการตลาด โดยอาศัย อินฟลูเอนเซอร์ โดยบริษัท วีโร่ ,2018

ปรุงโดย: ธิติพันธ์ สุวรรณจันทร์

ปรุงโดย: ธิติพันธ์ สุวรรณจันทร์

นักเขียนอิสระ

ด้วยประสบการณ์การทำงานมากว่า 10  ปี ไม่ว่าจะเป็นด้านวิเคราะห์ข้อมูลของสินค้าที่เป็นแทรนด์ในปัจจุบัน หรือ การพัฒนาสินค้าใหม่ให้เกิดขึ้น การเข้าใจผู้บริโภาค ณ ปัจจุบันทำงานในตำแหน่ง Consumer insight & Strategy Manager ที่บริษัท Oishi Group PCL ชอบการจะเขียนบทความ และนำความรู้ ความสามารถที่ตัวเองมีแล้วส่งต่อออกมาเป็นบทความด้านการตลาด

#นักเขียนของเรา

บทความที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

เข้าใจลูกค้า เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขาย

เข้าใจลูกค้า เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขาย

  เข้าใจลูกค้า เพื่อที่เราจะได้เพิ่มโอกาสมนการขายสินค้าหรือบริการของเราให้มากขึ้น ยิ่งเราอยู่ในยุคของ BIG DATA ที่ข้อมูลกลายเป็นอาวุธสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ หลายบริษัทได้มีการนำข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลลูกค้า...

เข้าสู่ยุคการตลาด 4.0 รออะไรกัน เขาไปกันหมดแล้ว

เข้าสู่ยุคการตลาด 4.0 รออะไรกัน เขาไปกันหมดแล้ว

เข้าสู่ยุคการตลาด 4.0 ยุคที่ความสำเร็จของการทำธุรกิจ ขึ้นกับ อำนาจที่อยู่ในมือของผู้บริโภค ที่เชื่อมโยงถึงกัน มาย้อนรอยวิวัฒนาการการตลาด และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค Marketing 4.0 หรือ การตลาด 4.0 เวลาที่ได้ยินแล้ว หมายถึง...

ทางรอดพร้อมโอกาส หรือ ความกังวลและยอมถูกทำลาย คุณเลือกที่จะเป็นได้

ทางรอดพร้อมโอกาส หรือ ความกังวลและยอมถูกทำลาย คุณเลือกที่จะเป็นได้

<br /> ทางรอดและโอกาส (Chance) หรือ มองด้วยความกังวลและยอมถูกทำลาย (Disrupt) อยู่ที่คุณเลือก...มอง กับ ตลาดนัดร้านค้าออนไลน์ หรือ e-Marketplace ธุรกิจในโลกยุคดิจิตอล มองเห็นเป็น เมื่อโลกยุคดิจิตอล ยุคที่มนุษย์ถูกลดบทบาท แต่เทคโนโลยีจะฉลาดขึ้นเรื่อยๆแทน...

เข้าสู่ยุคการตลาด 4.0 รออะไรกัน เขาไปกันหมดแล้ว

เข้าสู่ยุคการตลาด 4.0 รออะไรกัน เขาไปกันหมดแล้ว

เข้าสู่ยุคการตลาด 4.0 รออะไรกัน เขาไปกันหมดแล้ว

เข้าสู่ยุคการตลาด 4.0 ยุคที่ความสำเร็จของการทำธุรกิจ ขึ้นกับ อำนาจที่อยู่ในมือของผู้บริโภค ที่เชื่อมโยงถึงกัน

มาย้อนรอยวิวัฒนาการการตลาด และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค Marketing 4.0 หรือ การตลาด 4.0 เวลาที่ได้ยินแล้ว หมายถึง การตลาดที่ต้องทำบนเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด? ต้องมีนวตกรรมแห่งอนาคตเข้ามาจัดการมั๊ย? คำตอบ คือ ไม่ใช่ครับ! แต่มันคือการที่เราที่เป็นนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจ ต้องทำการตลาดกับผู้บริโภค ที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป มีรูปแบบเป็นผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มีทัศนคติว่า “เทคโนโลยีทำให้ชีวิตดีขึ้น”

(more…)

ทางรอดพร้อมโอกาส หรือ ความกังวลและยอมถูกทำลาย คุณเลือกที่จะเป็นได้

ทางรอดพร้อมโอกาส หรือ ความกังวลและยอมถูกทำลาย คุณเลือกที่จะเป็นได้

ทางรอดพร้อมโอกาส หรือ ความกังวลและยอมถูกทำลาย คุณเลือกที่จะเป็นได้

ทางรอดและโอกาส (Chance)

หรือ มองด้วยความกังวลและยอมถูกทำลาย (Disrupt) อยู่ที่คุณเลือก…มอง กับ ตลาดนัดร้านค้าออนไลน์ หรือ e-Marketplace ธุรกิจในโลกยุคดิจิตอล มองเห็นเป็น เมื่อโลกยุคดิจิตอล ยุคที่มนุษย์ถูกลดบทบาท แต่เทคโนโลยีจะฉลาดขึ้นเรื่อยๆแทน ยุคที่เข้าถึงข้อมูลมหาศาล การเชื่อมต่อของผู้คนทั่วโลก ผ่าน Social Media ด้วยสื่ออิเล็กทรอนิคส์ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น คอมพิวเตอร์ แท๊ปเล็ต หรือ สมาร์ทโฟน เกิดขึ้นได้ทันที ทุกที่ทุกเวลา หรือจะลองอ่านบทความครั้งก่อนที่เคยกล่าวเอาไว้ ลดความเสี่ยง พร้อมรับวิกฤติ ต่อยอดธุรกิจ ด้วย Online-Offline Marketing

ยุคที่สร้างคนรุ่นใหม่ ที่เรียกว่าคนยุค Gen C หรือ Generation Connected ที่ไม่ได้แบ่งตามช่วงอายุ แต่แบ่งตามพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ โดยไม่จำกัดอายุ เช่น อาจเป็นคุณปู่ที่เล่นไลน์คุยกับเพื่อนหรือหลาน คุณแม่ที่ชอบช้อปปิ้งออนไลน์ คุณพ่อที่ชอบติดตามข่าวจากเวบไซด์ หรือจะเป็น คุณลูกที่เล่นเกมส์บนมือถือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่มาก และจะเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยๆด้วยครับ มีการใช้ชีวิตแบบ Digital Lifestyle มองโลก online และ offline เป็นการใช้ชีวิตปกติประจำวันไปแล้ว และนี่คือ ผู้บริโภคยุคดิจิตอลครับ

และเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน โมเดลการตลาดก็คงต้องเปลี่ยนแปลง ตามผู้บริโภคไปด้วย เมื่อผู้ซื้อไม่อยากเดินทาง อยากซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะรู้สึกว่ามีความสะดวกสบายมากกว่า กับโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ จึงมีตลาดช่องทางใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ e-Marketplace หรือ ตลาดนัดร้านค้าออนไลน์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่ต้องการซื้อของผ่านช่องทางใหม่มากกว่าจากทางช่องทางแบบเดิมๆ ทีนี้ตลาดนัดร้านค้าบนดิน ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นตลาดนัดร้านค้าบนอากาศ เพื่อรองรับความต้องการตรงส่วนนี้ ก็ถ้าขายอยู่กับพื้นดิน แล้วต้องนั่งตบยุง หาวแล้วหาวอีก ไม่มีลูกค้าเข้ามา แล้วเราจะยังนั่งรอความหวัง แบบนั้นอยู่เหรอครับ

แต่ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับ eMarketplace หรือตลาดนัดร้านค้าออนไลน์ เรามาดูไทม์ไลน์ของ “ตลาดนัด” กันก่อน

“ตลาดนัด” หรือ “Marketplace” คำที่เราคุ้นเคยและสำหรับตัวเราเอง ในสถานะ “ผู้ซื้อ” ต้องยอมรับว่า พอได้ยินคำว่า “ตลาดนัด” ก็ดูจะน่าสนใจและดึงดูดได้มากกว่า คำว่า “ร้านค้า” ธรรมดาทั่วไป เพราะหมายถึง เป็นสถานที่ๆรวบรวมร้านค้าต่างๆไว้มากมาย มีความสะดวก สามารถเลือกชมเลือกซื้อสินค้า ได้หลากหลายชนิด โดยในช่วงแรกนั้น จะเป็นการนำพื้นที่ดินว่าง มาแบ่งเป็นล๊อคสี่เหลี่ยม จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ค้ารายย่อยทั่วไป เข้ามาจับจอง เช่าพื้นที่ และ เก็บค่าเช่าพื้นที่จากผู้ค้า เพื่อเปิดเป็นร้านขายของ มิได้ตั้งอยู่ประจำ ทุกวัน จัดให้มีขึ้นเฉพาะในวันที่กำหนดเท่านั้น เช่น ในชุมชนที่เราอยู่ จะมีตลาดนัดทุกวันศุกร์ หรือ ตลาดนัดสวนจตุจักรจะมีคนพลุกพล่าน ในช่วงวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์

ต่อมา “ตลาดนัด” เดินทางมาถึงช่วงที่ ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่(Modern Trade) จัดสรรพื้นที่บางส่วนในโครงการ มาแบ่งเป็นล๊อคหรือห้อง เพื่อให้ผู้ค้าทุกระดับ ทั้งรายย่อยและบริษัทเข้ามาจับจอง เช่าพื้นที่ เป็นศูนย์รวมร้านค้าจำหน่ายสินค้าและบริการกับลูกค้าทั่วไป เช่น 1. ห้างสรรพสินค้า (Department Store) เช่น เซ็นทรัล เดอะมอลล์ 2. ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (Supercenter) หรือไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือ ดิสเคานต์สโตร์ เช่น บิ๊กซี เทสโก้โลตัส คาร์ฟูร์ 3. ซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) เช่น ท็อปส์

จากที่กล่าวมานั้น จัดรวมอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ตลาดนัดร้านค้าออฟไลน์ หรือ Offline Marketplace เพราะต้องมีหน้าร้าน มีคนขาย คนซื้อก็ต้องไปเลือกซื้อสินค้าจากร้านโดยตรง จับต้องได้ จ่ายเงิน และได้ของกลับมา เปิด-ปิดร้านเป็นเวลา ต้องมีการจัดเตรียมstockสินค้า ไว้ภายในร้าน ครับ

แล้วเมื่อเราก็เดินทางมาถึงยุคดิจิตอลแล้วครับ ยุคที่ “โอกาส อยู่ใน อากาศ” คุณจะคว้าไว้มั๊ย? ทางรอดพร้อมโอกาส ด้วยเครื่องมือที่มีชื่อว่า”e-Marketplace ตลาดนัดร้านค้าออนไลน์”

เริ่มจากมารู้จักกันก่อนครับว่า e-Marketplace ย่อมาจาก Electronic Marketplace หรือ ตลาดนัดร้านค้าออนไลน์ คืออะไร? คำตอบคือเป็นเว็บไซต์สื่อกลาง ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นตลาดกลางหรือตลาดนัด ที่รวบรวมสินค้า การติดต่อซื้อ-ขายสินค้า บริการ ธุรกิจ จากบริษัท หรือ ร้านค้าออนไลน์ จำนวนมากไว้ด้วยกัน เป็นตลาดนัดออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่สามารถเปิดขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากทุกที่ และจากผู้ซื้อ-ผู้ขายที่มาจากทั่วโลกนั่นเองครับ การขายสินค้าบน e-Marketplace นั้น เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ทุกขนาดทุกระดับครับ ไม่ว่าจะร้านเริ่มต้นหรือร้านในสเกลใหญ่ๆ หรือถึงระดับบริษัทกับบริษัท โดยสามารถแบ่งe-Marketplace ตามประเภทการทำธุรกิจ (Business Type) คือ

B2B e-Marketplace

ตลาดกลางการค้าระหว่างธุรกิจหนึ่งกับอีกธุรกิจโดยตรง เช่น การสั่งซื้อสินค้า หรือ วัสดุการผลิตจากผู้ผลิต เพื่อที่จะนำไปแปรรูป หรือนำไปขายต่อยังผู้บริโภคอีกที โดยจะเป็นการซื้อทีละมากๆครับ

B2C e-Marketplace

เป็นตลาดกลางการซื้อ-ขายระหว่างร้านค้าออนไลน์ (Business) กับลูกค้าทั่วไป (Consumer) โดยในลักษณะการซื้อสินค้าส่วนใหญ่ จะเป็นการซื้อแบบปลีก หรือซื้อทีละจำนวนไม่มาก

e-Marketplace ตามประเภทของสินค้า (Products Type)  ที่รวบรวมสินค้า ทุกชนิด ทุกประเภทไว้ด้วยกัน เช่น Lazada Shopee Alibaba Amazon หรือจะเป็น Marketplace ที่ขายสินค้าเฉพาะกลุ่มหรือประเภทของสินค้า เช่น

ทางรอดพร้อมโอกาส หรือ ความกังวลและยอมถูกทำลาย คุณเลือกที่จะเป็นได้ 5

Wazzadu

พบกับ 20000 ไอเดียตกแต่ง 18000 สเปคสินค้า 600 บริษัทสถาปนิก ช่างมือโปร และสังคม ออนไลน์ของคนรักการแต่งบ้านกว่า 50000 คน.

ทางรอดพร้อมโอกาส หรือ ความกังวลและยอมถูกทำลาย คุณเลือกที่จะเป็นได้ 6

Blisby

ตลาดออนไลน์ที่รวบรวมไอเดีย งานประดิษฐ์ ศิลปะ DIY ของวินเทจ อุปกรณ์งาน ฝีมือต่างๆ ของขวัญชิ้นพิเศษ และเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ.

ทางรอดพร้อมโอกาส หรือ ความกังวลและยอมถูกทำลาย คุณเลือกที่จะเป็นได้ 7

Pinsouq

ตลาดซื้อขายสินค้าฮาลาลออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด คัดสรรค์สินค้าคุณภาพจากทั่วประเทศไทย เปิดขายกับเราฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย.

ทางรอดพร้อมโอกาส หรือ ความกังวลและยอมถูกทำลาย คุณเลือกที่จะเป็นได้ 8

Konvy

เครื่องสำอางแบรนด์ดังกว่า 1,000 แบรนด์ทั่วโลก รอให้ช้อปออนไลน์ในราคาพิเศษสุด ไอเท็มความงามสุดฮิต อัพเดทโปรฯใหม่ทุกสัปดาห์ แบรนด์ดังชั้นนำทั่วโลก สวยปิ๊ง ครบทั้งตัว

ทางรอดพร้อมโอกาส กับ ตลาดนัดร้านค้าออนไลน์ หรือ e-Marketplace สามารถทำอะไรได้ และมีข้อดีอย่างไรบ้าง

9

ลดระยะเวลาในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด

9

โปรโมทสินค้าแหล่งเดียว กระจายไปทั่วโลก

9

ลดต้นทุนในการโฆษณาประชาสัมพันธ์

9

ลดต้นทุนในการนำเสนอการขาย

9

มีระบบสนับสนุนทำให้การขายสินค้าและบริการเป็นเรื่องง่าย

9

แบ่งประเภทสินค้าออกเป็นหมวดหมู่ สะดวกด้านการค้นหาสินค้าของลูกค้า

 

9

ค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำ เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าสถานที่ การจ้างพนักงาน

9

ขยายสาขาของร้านเราเพิ่มไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยกับการลงทุน

9

เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้มากขึ้น กว่าการวางขายแค่หน้าร้าน หรือเปิดร้านค้าออนไลน์แค่เพียงที่เดียว

9

สร้างโอกาสทางการค้าตลอด 24 ชั่วโมงใน 7 วัน

 

แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย…บนโลกออนไลน์ ที่จะให้ลูกค้าเจอ และตัดสินใจซื้อสินค้าจากร้านเรา แต่ก็ไม่ยาก…จนไม่สามารถทำได้ครับเนื่องจากร้านค้าออนไลน์มีเป็นจำนวนมาก ถึงแม้เรามีการเปิดร้านค้ามีเว็บของเราเองอยู่แล้ว แต่การที่เรานำร้านไปลงขายใน e-Marketplace ด้วยนั้น ทำให้ค้นหาเจอร้านของเราได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยกับการหาลูกค้าเอง ทำเวบไซต์ทำเพจเอง ไม่ต้องหาทราฟฟิกเอง ถึงแม้ไม่มีความเชี่ยวชาญ Internet Marketing ก็สามารถขายของได้ เพราะ e-Marketplace จะทำหน้าที่หาทราฟฟิกจากทั้งลูกค้าใหม่ และฐานลูกค้าเดิม ให้มาซื้อของเรื่อยๆครับ ร้านค้ามีหน้าที่แค่โฟกัสกับสินค้าของตัวเอง และมาขายบน e-Marketplace ปรับปรุงคลังสินค้าให้ถูกต้องเสมอ ที่เหลือก็จะเป็นส่วนของกลยุทธิ์แล้วว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าของร้านเราอยู่ในตำแหน่งที่ดีของ e-Marketplace  พร้อมทั้งเราเองก็ต้องพยายามสร้างทราฟฟิกให้กับร้านค้าของเราบน e-Marketplace ด้วย ไม่ควรรอแต่ทราฟฟิกที่จะเกิดจากทาง e-marketplace ทางเดียวครับ

เวลาที่ลูกค้าค้นหาอาจจะเจอที่ e-Marketplace อันดับ 1 ต่อจากนั้นอยู่ที่เว็บของเราเอง คนซื้อก็จะมองว่า ร้านเรามีช่องทางการจัดจำหน่ายเยอะ มีความสะดวก ยิ่งถ้าเจอร้านเราหลาย platform เช่น จะซื้อที่ Lazada ก็เจอเรา ซื้อที่ Shopee ก็เจอเรา ยิ่งเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มช่องทางในการขาย ให้กับร้านของเราครับและการที่เราเปิดร้านใน e-Marketplace นั้น เหมือนกับการขายของที่เราเข้าไปอยู่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่คนซื้อก็รู้สึกว่าของของเราไว้ใจได้ คุณภาพใช้ได้ และบริการน่าจะใช้ได้ เพราะด้วยมาตรฐานของแต่ละ Platform ที่ได้กำหนดไว้ และสุดท้ายนั้น เขาเหล่านั้นอาจจะลองเข้ามาดูเว็บไซต์ของทางเราเองด้วย เพื่อให้แน่ใจหา เรานั้นมีตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่ไก่กา จากไหน ก็ช่วยทำให้ตัวเราเองนั้น มีตัวตนในสังคมออนไลน์มากยิ่งขึ้น และลูกค้าก็จะค้นหาจากชื่อของเราตรงๆ ได้อีก เป็นการชนะ หรือ Win Win ไปด้วยกัน

ส่วนกลยุทธเรื่องการตัดราคาแข่งกันนั้น แทนที่จะลงไปแข่งกันในเรื่องนี้ ให้หันไปคิดกลยุทธ์อื่นๆแทน เพราะแม้ขายราคาถูกจริง แต่หากไปอ่านรีวิว ก็อาจจะพบว่า ลูกค้าตำหนิเรื่องคุณภาพสินค้า เป็นต้น ดังนั้น บน Marketplace มีเรื่องของความโปร่งใสด้วย สินค้าต้องมีคุณภาพ เป็นของดี ไม่งั้นลูกค้าที่เคยซื้อไปจะรีวิวแย่ๆ บ่อยๆ เข้าร้านก็อยู่ไม่ได้ หรืออาจจะโดน Marketplace ถอดร้านออกได้ แต่ถ้าหากของคุณภาพดี จัดส่งไว ตอบกลับไว ลูกค้าประทับใจ คะแนนอะไรๆก็ดี Ranking อยู่อันดับดีๆครับ เปลี่ยนเป็นกลยุทธ์ ในเรื่องคุณภาพของสินค้าที่ดีกว่า หรือการตอบรับหรือการให้บริการลูกค้า ซึ่งบางแพลตฟอร์มเช่น Lazada ก็สามารถให้พูดคุยกับลูกค้าได้แล้ว การให้บริการลูกค้าแบบรวดเร็วทันใจ มีการพูดคุยที่ให้ข้อเท็จจริง และสุภาพอ่อนน้อม สามารถเป็นจุดขายที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้ หรือลูกค้าอาจตัดสินใจซื้อของของเราทันที

ธุรกิจออนไลน์ เหมือน “โอกาสและเงินอยู่ในอากาศ” เพียงแต่ว่าคุณต้องลงมือทำ ทดลองกับมัน เริ่มแต่วันนี้ เราเรียนรู้เร็ว เราก็มีประสบการณ์เร็ว จะได้รู้ว่าจะใช้วิธีการไหนที่เหมาะสมกับสินค้าและตัวตนของเราจริง ๆ และก็ขยันกับอดทน ขยันหาความรู้ ขยันลองผิดลองถูก ขยันทำ ลงมือทำ สุดท้าย คุณก็จะเป็นคนที่มองเห็น ทางรอดพร้อมโอกาส (Chance) แทนที่จะเป็นคนที่เฝ้ามอง การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิตอล ด้วยความกังวลและยอมถูกทำลาย (Disrupt)

 

It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.

“ผู้ที่อยู่รอด” ไม่ได้หมายความถึง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด หรือ ฉลาดที่สุด แต่หมายถึง “ผู้ที่สามารถปรับตัว” รับการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าครับ

Charles Darwin

Charles Darwin

It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.

“ผู้ที่อยู่รอด” ไม่ได้หมายความถึง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด หรือ ฉลาดที่สุด แต่หมายถึง “ผู้ที่สามารถปรับตัว” รับการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าครับ

ลดความเสี่ยง พร้อมรับวิกฤติ ต่อยอดธุรกิจ ด้วย Online-Offline Marketing (O2O)

ลดความเสี่ยง พร้อมรับวิกฤติ ต่อยอดธุรกิจ ด้วย Online-Offline Marketing (O2O)

ลดความเสี่ยง พร้อมรับวิกฤติ ต่อยอดธุรกิจ ด้วย Online-Offline Marketing (O2O)

ลดความเสี่ยง (Risk Reduction)…อะไรคือความเสี่ยง

ความเสี่ยงคือการที่เรากลัว หรือไม่กล้ามันคงไม่ใช่อย่างนั้น แต่ความเสี่ยงในการทำธุรกิจ คงพูดได้ว่า มันคือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ หรือรู้ให้ได้ก่อน แล้วเราจะสามารถควบคุมความเสี่ยงนั้นๆ ได้ โอกาสที่เราจะชนะในเกมธุรกิจ ก็จะมากขึ้นตาม อะไรที่เรียกได้ว่า คือความเสี่ยง เช่น ปั่นจักรยานให้ถึงที่หมายให้เร็วที่สุด งั้นเราไปปั่นบนทางด่วนสิ อันนี้ก็เสี่ยงเลยละครับ รถบนทางด่วนก็วิ่งเร็วกว่าเรา โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีได้สูง เราก็ต้องลองหาเส้นทางอื่นๆ ดู ที่ทำให้เรายังไปได้เร็ว แต่ไม่เกิดอุบัติเหตุ นั้นละครับ คือ การควบคุมความเสี่ยง

ความเสี่ยง(Risk)…การทำธุรกิจในปัจจุบัน ที่โลกกำลังเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่ยุคดิจิตอล อย่างเต็มตัว ที่การติดต่อสื่อสาร เชื่อมโยง เข้าถึงข้อมูลได้อย่างไร้พรมแดน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังจะเป็น ความเสี่ยงของเรา คือ…. เมื่อมีผู้ที่มีความต้องการสินค้าบางอย่าง อาจจากจังหวัดอื่นๆ หรือ จากประเทศอื่นๆทั่วโลกก็ได้ และสินค้าเราก็ตรงกับความต้องการนั้น แต่เขาเหล่านั้น ไม่รู้จักสินค้าเรา ไม่รู้ว่าเรามี ไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน นั่นคือ… ทำให้เราเสียโอกาสในการที่จะขายสินค้าได้ เกิดความเสี่ยง ที่สินค้าเราที่ผลิตออกมา จะเหลือตกค้างอยู่ในสต๊อค เกิดความเสี่ยง ที่จะขาดทุน เพราะรายได้จากการจำหน่ายสินค้า ไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

เราจะต้องทำอย่างไร…ก่อนหน้านั้น แนวทางการทำการตลาด ก็คงลงประกาศตามช่องทางเดิมๆ เช่น ลงโฆษณาทางทีวี วิทยุ นิตยาสาร แจกใบปลิว ออกบูธ ซึ่งต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะสูงมาก ธุรกิจรายย่อย ร้านค้าเล็กๆ คงไม่มีทุนมากพอ ที่จะทำการตลาดแบบนี้ได้ แต่ในปัจจุบันนี้ ยุคของการตลาดออนไลน์ เส้นทางเดิมๆ ก็คงเริ่มหายไป ทุกคนมาสู่โลกออนไลน์ ที่มีคนเข้าถึงได้ง่าย และมากกว่า อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด ก็ถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับ การตลาดแบบเดิมๆ โอกาสที่จะรับรู้ว่าเราเป็นใคร ก็มากขึ้นตามไปด้วย

พลังของโลกออนไลน์ เพื่อต่อยอด หรือ โอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ

นั่งรอเพื่อให้เกิดธุรกิจ กับการตลาดออฟไลน์ ด้วยตัวเลข 10% :
ถ้าวันนี้คุณเปิดร้านค้าที่ตั้งอยู่จริงที่การซื้อ-ขายเป็นลักษณะเห็นหน้ากัน ใน 1 วันอาจมีคนเดินผ่านและเห็นร้านคุณ 100 คน มี 10% ใน 100 คน หมายถึง 10 คน ที่สนใจสินค้า และแวะเข้ามาที่ร้านคุณ และมี 10% ใน 10 คนนั้น ตัดสินใจ ซื้อสินค้าคุณ นั่นหมายความว่า วันนั้นคุณปิดการขายได้ 1 คน

 

เลือกทำธุรกิจ บนการตลาดออนไลน์ กับตัวเลข 1% :
แล้วถ้าคุณเปิดร้านค้าบนโลกออนไลน์ ด้วยความสามารถในการ เข้าถึงลูกค้า ทุกที่ ทุกเวลา และกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ใน 1 วัน อาจมีคนเห็นร้านคุณ 100,000 คน ถ้ามีเพียง 1% ใน 100,000 คน คือตัวเลข 1,000 คน ที่สนใจสินค้า และถ้ามีเพียง 1% ใน 1,000 คนนั้น ตัดสินใจ ซื้อสินค้าคุณ นั่นหมายความว่า วันนั้น คุณปิดการขายได้ 10 คน

คุณได้เห็น ได้คิดอะไรจากตัวเลขนี้มั๊ยครับ..

ปัจจัยความเสี่ยง (Risk Factor)

สาเหตุของวิกฤติ และ เพิ่มความเสี่ยง ของธุรกิจแบบออฟไลน์ ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีคู่แข่งขันรายใหม่ เข้ามาแย่งชิงลูกค้าในพื้นที่ ทำเลที่ตั้ง ที่ไม่เหมือนเดิม ลูกค้าไม่มากเท่าเดิม ไม่สะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ จากผลกระทบของนโยบายภาครัฐ เช่น การเวนคืนที่ดิน ก่อสร้างถนน สร้างสะพาน หรือไม่สามารถทำธุรกิจ ในพื้นที่เดิมได้ ที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ค่าเช่าพื้นที่ที่ปรับราคาสูงขึ้น ไม่ได้รับการต่อสัญญาเช่าพื้นที่ พื้นที่ถูกนำไปประกอบธุรกิจประเภทอื่น หรือ แม้แต่ภัยทางธรรมชาติ ที่เป็นปัจจัยความเสี่ยง มีผลกระทบ ทำให้ตัวเลขจำนวนลูกค้าของคุณ ลดลง หรือ กลายเป็นศูนย์ได้เลยครับ

บริหารความเสี่ยง (Risk Management)

ดีกว่ามั๊ยครับ…ถ้าวันนี้ คุณเลือกที่จะมีธุรกิจ รองรับทั้ง 2 ช่องทาง เพราะหัวใจสำคัญ ของการตลาดในวันนี้ คือการผสมผสาน การตลาดทั้งออนไลน์ และ ออฟไลน์เข้าด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียว เป้าหมายเพื่อ ให้ได้ลูกค้าหรือรายได้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องเลือกทำเพียงทางเดียว ขึ้นกับลักษณะและประเภทธุรกิจ และสุดท้าย ได้เป็นตัวช่วย ลดความเสี่ยง(Risk Reduction) ลดผลกระทบ กระจายความเสี่ยง(Risk Sharing) และ เพิ่มความได้เปรียบ พร้อมรอรับวิกฤติ ในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย

ประเมินความเสี่ยง (Risk Assesment)

ซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรารู้ว่า ก่อนที่จะเกิดผลกระทบกับธุรกิจของเรานั้น มีอะไร ส่งผลอย่างไร แล้วเราเองนั้นจะป้องกัน โต้ตอบความเสี่ยงได้อย่างไร สุดท้ายนั้นคือ การคืนสภาพต่างๆ ถ้าเกิดว่าเรานั้นอยู่ในความเสี่ยงมากๆ แล้วได้ผลกระทบจริงๆ เราจะกลับมายืนในจุดเดิมได้อย่างไร.

บทความที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

[et_pb_blog_extras blog_layout=”block_extended” posts_number=”3″ offset_number=”3″ show_more=”off” show_author=”off” show_date=”off” show_categories=”off” show_comments=”off” _builder_version=”3.22.7″ header_font=”||||||||” body_font=”||||||||” background_color=”#f9f9f9″ box_shadow_style=”preset3″ include_categories=”30,29,235,231″][/et_pb_blog_extras]

รับรางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น ปี 2560 เป็นชิ้นที่ 3

รับรางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น ปี 2560 เป็นชิ้นที่ 3

รับรางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น ปี 2560 เป็นชิ้นที่ 3 9
รับรางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น ปี 2560 เป็นชิ้นที่ 3 10

รางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น ปี 2560 เป็นชิ้นที่ 3

รางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น เริ่มต้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมาผมเองนายจิตรกร คำทุ่นได้เข้ารับรางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น ปี 2560 กับเว็บไซต์ออนไลน์แบบอีคอมเมิร์ซที่มีชื่อว่า www.myshop.in.th ถ้าจะให้นับกันก็ถือว่าเป็นรางวัลชิ้นที่ 3 แล้วที่ได้ส่งเข้าประกวด 3 ปีติดต่อกัน จุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบเว็บไซต์ ก่อนที่ได้รางวัลในปีนี้นั้นเริ่มต้นจาก 2 จุดด้วยกัน

  1. เริ่มต้นจากการที่คุณป้าที่บ้านได้ผลิตสินค้าหัตถกรรมจำหน่ายอยู่แล้วแถวภาคอีสาน โดยมีจังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลาง โดยคุณป้าของผมเองนั้นก็ได้ก่อตั้งกลุ่มสตรีขึ้นมา ชื่อ กลุ่มสตรีบ้านหว้า ก็ได้มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน แล้วจัดจำหน่าย ซึ่งทำให้ผมเห็นว่าน่าจะนำสินค้าเหล่านั้นมีจัดจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์
  2. ด้วยตัวผมเองนั้นทำงานดิจิตอลอยู่แล้ว สามารถพัฒนาระบบเว็บไวต์ขึ้นมาได้ อีกทั้งมีลูกค้าถามหาว่าถ้าจะมีเว็บไซต์แล้วนั้นเขาต้องทำอย่างไร เว็บออกมาแล้วจะมีหน้าตาอย่างไร ผมก็ได้ลงมือเพื่อทำเว็บต้นแบบของ อีคอมเมิร์ซ เพื่อให้ลูกค้าดู ประจวบเหมาะกับที่ผู้ได้เป็นอาจารย์สอนถ่ายภาพและการพัฒนาเว็บไซต์อย่างไรให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ให้กับภาครัฐอยู๋แล้ว จึงเกิดโปรเจ็คนี้ขึ้นมา

วางแผนการทำงานพัฒนาระบบ 

  • หาสินค้า ผมเริ่มต้นจากไปดูสินค้าของคุณป้าว่าชิ้นไหนสามารถที่จะนำมาจัดจำหน่ายได้ ใช้เวลาคัดสรร อยู่พักใหญ่ๆ เพราะนอกจากจะมีสินค้าแล้วนั้น สินค้าที่มีจะต้องพร้อมส่งถึงมือลูกค้าด้วย
  • สร้างภาพให้กับสินค้า ในการสร้างภาพให้กลับสินค้าของเรานั้น ผมถือว่าโชคดีอีกครั้งที่ได้พบเพื่อนเก่า แล้วกำลังสนใจเรื่องการถ่ายรูป พร้อมอาสาถ่ายภาพให้ แลกกัยวิชาที่ผมมี ผมก็จะได้มีรูปภาพสินค้า และนางแบบไปในตัว
  • ระบบที่ใช้สำหรับเว็บไซต์ เพื่อให้เป็นการตั้งต้นที่ดี ออกมาดูสวยงานและแตกต่างๆ ผมเลือกที่จะพัฒนาระบบด้วย WordPress และ WooCommerce เข้ามาช่วยในการรับ Order และจัดการเรื่องระบบสมาชิก และจะต้องมีระบบสมัครสมาชิดผ่าน Social Network ได้ด้วย
  • ความน่าเชื่อถือ ผมเลือกที่จะได้จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับทาง DBD และต้องการระดับ Silver
  • ระยะเวลา ในตอนแรกนั้นผมได้วางแผนเอาไว้ว่าจะตอนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน เพราะด้วยเรื่องของการถ่ายภาพ จะออกมาแนวไหนต้องให้สินค้าธรรมดา ดูมีชีวิต และออกมาดูดี

ดูเรื่องราวทั้งหมดที่ผลงานของผม MYSHOP.in.th

รับรางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น ปี 2560 เป็นชิ้นที่ 3 11

รางวัลที่ผ่านมา

2558 รางวัลพัฒนา e – Commerce ดีเยี่ยม (ด้านการนำเสนอธุรกิจ)
บริษัท แปลนครีเอชั่นส์ จำกัด (www.plantoys.com)

2559 รางวัลพัฒนา e – Commerce ดีเด่น (ด้านความน่าเชื่อถือ)
บริษัท แปลนครีเอชั่นส์ จำกัด (www.plantoys.com)

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็พัฒนาระบบจนออกมาเป็นเว็บไซต์อย่างที่เห็นนะครับ มีระบบทุกอย่างที่รองรับการขายสินค้า ระบบสมาชิก ระบบความปลอดภัย มีความอธิบายเรื่องต่างๆ ข้อกำหนด นโยบายต่างๆ ของร้านค้า ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นต้นแบบได้เลย ถ้าใครยังอยากที่จะพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองอยู่ก็ต้องรีบลงมือได้แล้วนะครับ เพราะทุกวันนี้มีเว็บไซต์เกิดขึ้นมากมายๆ ลูกค้าก็มีมากมายเช่นกัน ถ้ายังช้าอยู่ คู่แข่งของเอาก็นำหน้าเราไปก่อนแล้ว

ต่อจากนี้ผมก็ยังคงทำงานสายอาชีพนี้อีกต่อไป สายพัฒนาระบบเว็บไซต์เพื่อลูกค้าทุกคนๆ ถ้าคุณอยากที่จะมีเว็บไซต์แล้วนั้น และกำลังหาคนที่จะพัฒนาระบบให้กับองค์กรของคุณ กลัวจะงานไม่จบที่คนเดียว กลัวออกมาไม่สวยงามพอ กลัวไม่มีความชำนาญเรื่องการตลาด ทั้งหมดนี้ จบได้ที่ผมคนเดียว ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณได้ ติดต่อเข้ามาได้เลยครับ 081 8606025 หรือจะอีเมล์มาที่ me@chittakorn.com

รับรางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น ปี 2560 เป็นชิ้นที่ 3 12
รับรางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น ปี 2560 เป็นชิ้นที่ 3 13
รับรางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น ปี 2560 เป็นชิ้นที่ 3 14